Gac fruit farm

บ้านฟักข้าว สารภี เชียงใหม่

   เม.ย. 05

แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์

แจ้งวันหยุด จัดส่งสินค้า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ตั้งแต่ วันที่ 10เมษายน2555 

และ

เริ่มทำการส่งสินค้าวันที่ 18 เมษายน 2555


   มี.ค. 19

เรื่องร้อนๆๆ “ขับพิษร้อนออกจากร่างกาย”

เข้าหน้าร้อน กับเรื่อง ร้อนๆ กันค่ะ

ในช่วงหน้าร้อน ทำให้หลายคนรู้สึกถึง ความร้อน เหนียว เหนอะหนะ ไม่สบายตัว เนื่องมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ร่างกายจึงทำการ ขับความร้อนภายใน ระบายความร้อน ออกมาโดยอัตโนมัติ เพื่อปรับความสมดุลย์ ให้แก่ระบบร่างกาย

ร่างกายของเราในยามปกติสุขก็มีพิษสะสมอยู่มาก พิษที่มีอยู่ในร่างกายได้มาหลายทางด้วยกัน เช่น
จากอาหารที่กินเข้าไป อากาศที่หายใจ น้ำที่ดื่ม สิ่งแวดล้อม หรือเกิดจากกลไกการทำงานของร่างกายเอง ฟังดูแล้วน่าตกใจว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อพิษมีอยู่เต็มตัว แต่โชคดีธรรมชาติได้สร้างระบบการขับพิษแก่ร่างกาย เช่น การทำลายพิษของตับ การขับถ่ายทางอุจจาระ ขับปัสสาวะ การขับเหงื่อ การหายใจ เป็นต้น

การขับพิษโดยเทคนิคการขับเหงื่อ
ในทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีเนื้อหาที่น่าสนใจ การขับเหงื่อเป็นการขับพิษที่เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง
ทำให้เลือดพลังในเส้นลมปราณไหลคล่อง เพิ่มการไหลเวียนเลือดส่วนผิว ทำให้สารพิษจากร่างกายขับออกได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เป็นการป้องกันโรคและเป็นการขจัดปัจจัยก่อโรค โดยเฉพาะความเย็น ลม ความชื้น ที่กระทบจากภายนอก
ประโยชน์ของการขับพิษทางเหงื่อ

1. ช่วยขจัดพิษที่สะสมในร่างกาย เวลาอาบน้ำ ถูขี้ไคล จะพบว่าคราบขี้ไคล เกิดจากเหงื่อกับเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมตายหลุดลอก หรือกลิ่นตัวที่หมักหมม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปร่วมทำปฏิกิริยาด้วย
คนที่เป็นโรคไตที่การขับของเสียทางไตลดลง ต้องหันมาสนใจหรือใช้การขับเหงื่อช่วยอีกทางหนึ่ง

2. การขับปัจจัยก่อโรค เสียชี่ ที่อยู่ระดับผิว แพทย์แผนจีนใช้การขับเหงื่อเป็นการทะลวงขับการถูกโจมตี และการคั่งค้างของเสียชี่จากภายนอก ที่ทำให้เกิดอาการกลัวหนาว ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เนื่องจากการกระทบลมเย็น ลมร้อน หรือลมชื้น เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน การกินยาพาราเซตามอล หรือยาแอสไพริน ทำให้ขับเหงื่อ ลดไข้ เปิดรูขุมขน มีการนำพาความร้อนออกจากร่างกาย ในความหมายของแพทย์แผนจีน การขับเหงื่อยังหมายถึงการกระทุ้ง พิษไข้ในผู้ป่วยที่เป็นหวัด ลมพิษ การขับลม และความชื้นจากการปวดข้อ การอักเสบของข้อ

3.การขับเหงื่อที่เหมาะสมช่วยป้องกันโรคทำให้อายุยืน เพราะทำให้การไหลเวียนเลือดดี ช่วยขจัดของเสียที่ตกค้างในร่างกายได้มากขึ้น ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในดีขึ้น ของเสียตกค้างในร่างกายน้อยลง เป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ

เทคนิคการขับเหงื่อเพื่อสุขภาพ

1.กินอาหารเพื่อการขับเหงื่อ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่น ดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้ว ถั่วแดงต้มกับข้าวต้ม โจ๊กเนื้อหมู โจ๊กเนื้อไก่ร้อนๆ เติมขิง หัวหอม พริกไทย กินแล้วนอกจากจะขับเหงื่อ ขับลมเย็น แก้อาการกระเพาะอาหารเย็นแล้ว ยังเป็นการบำรุงกระเพาะ-อาหาร และม้ามแถมขับพิษได้อีกด้วย วิธีการนี้ค่อนข้างปลอดภัย เพราะไม่ทำให้เสียเหงื่อรุนแรงและมีการบำรุง ควบคู่ด้วย

2.อาบน้ำอุ่น อบไอน้ำขับเหงื่อ การอาบน้ำแร่อุ่น หรือการอาบน้ำอุ่น ทำให้รูขุมขนเปิด เหงื่อออกง่าย 
สามารถขับพิษ โดยเฉพาะในคนที่เป็นหวัดเริ่มแรก ปวดเมื่อยเอว ปวดข้อจากลมความชื้น เป็นการทำความสะอาดผิวหนัง ลดปริมาณเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ข้อควรระวังในคนปกติ ไม่ควรอาบน้ำ หรือใช้น้ำร้อนบ่อยๆ เพราะจะทำให้เลือดมาเลี้ยงที่ผิวมาก เลือดที่อยู่ภายในร่างกายน้อยลง อวัยวะภายในขาดเลือด ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ขณะเดียวกันผิวหนังจะแห้งง่าย

3.ห่มผ้าหนาๆ เพื่อการขับเหงื่อ บางครั้งเรากินยาแก้ปวดลดไข้ เมื่อกระทบลมเย็น หรือเป็นหวัดจากความเย็น หรือดื่มน้ำต้มขิงใส่น้ำตาลทรายแดง แล้วไปนอนห่มผ้าให้เหงื่อออก จะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น และหายจากหวัดได้เร็วขึ้นในคนปกติต้องการขับเหงื่อให้มากขึ้น อาจใช้เทคนิคการดื่มน้ำอุ่นแล้วห่มผ้า ใส่เสื้อหนาๆ ให้เหงื่อออก ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัด และปลอดภัย

4.ออกกำลังกายให้เหงื่อออก เช่น วิ่งเหยาะๆ เดิน กระโดดเชือก ขึ้นเขา ฝึกลมปราณ โดยใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาพอควร ก่อนออกกำลังกายให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน 1-2 แก้ว เมื่อกล้ามเนื้อเคลื่อนไหว ก็เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น จะมีการระบายความร้อนทางเหงื่อ เหมาะสำหรับไข้หวัดที่มีไข้ต่ำๆ และครั่นเนื้อครั่นตัว (ไม่ใช่ไข้หวัดแบบเจ็บคอ คออักเสบ ไข้สูง) จะเห็นว่าชาวชนบท หรือคนโบราณพอเริ่มมีอาการหวัดเริ่มแรก จะไปขุดดินทำให้เหงื่อออก อาการจะดีขึ้น ก็คือหลักการเดียวกัน โรคที่รุนแรง ไข้สูง อักเสบมาก ห้ามใช้วิธีนี้เพราะอาการจะรุนแรงขึ้น (โรคมักจะอยู่ระดับลึกเข้าไปกว่าระดับผิว ทำให้ร่างกายเสียน้ำแห้งอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เหงื่อออกจะยิ่งเกิดอาการแห้งร่างกายยิ่งอ่อนแอ โรคยิ่งรุนแรง)

สรุป

การขับเหงื่อเป็นวิธีขับพิษออกจากร่างกายวิธีหนึ่ง นอกจากพิษจากของเสียที่เป็นผลจากการทำงานของร่างกายแล้ว ยังเป็นการขับพิษที่ระดับผิว จากการโจมตีของปัจจัยก่อโรคจากภายนอก ยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และเพิ่มการไหลเวียนเลือดมายังส่วนผิวของร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรงและชะลอความแก่ อย่างไรก็ตาม คนที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือการใช้วิธีการขับเหงื่อมากเกินไป จะมีโทษแก่ร่างกายได้ คนที่เหงื่อออกมากผิดปกติ อาจเกิดจากความร้อนในร่างกายมากเกินไป หรือร่างกายเสียสมดุลยิน-หยาง ยินพร่องทำให้เกิดความร้อนภายใน เหงื่อจึงออกง่าย หรือคนที่ร่างกายขาดพลังปกป้องผิว ก็ทำให้เหงื่อออกง่ายได้เช่นกัน

คนเหล่านี้ต้องได้รับการปรึกษาและแนะนำจากแพทย์แผนจีน อย่ามองเพียงด้านเดียวว่าการขับเหงื่อคือการขับของเสีย ถ้าการขับเหงื่อมาก ของเสียก็ขับมาก สุขภาพก็จะดี เพราะอีกด้านหนึ่งของการเสียเหงื่อมากคือการเสียน้ำและพลัง จึงต้องเสนอวิธีการที่ไม่รุนแรงมากในการขับเหงื่อ ผู้ใช้วิธีขับเหงื่อจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมสำหรับตนเองด้วยจึงทำให้การขับพิษด้วยการขับเหงื่อมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

สำหรับคนทำงานสำนักงาน  ตามปกติจะอยู่แต่ในที่ร่ม มีเครื่องปรับอากาศ เย็นฉ่ำ หรืออยู่ในที่ปรับอากาศ  ตลอดวัน อีกทั้งอาจไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพื่อขับเหงื่อ ขับพิษ การดูแล รักษา ปรับความสมดุลให้แก่ร่างกาย ง่ายๆ คือ การดื่มน้ำมากๆ ,สมุนไพรหรือ รับประทานอาหารพวกสมุนไพร ที่มีรสเผ็ดร้อน  เพื่อช่วยในการขับเหงื่อ ก็เป็น อีกทางเลือกหนึ่ง ที่ได้ผลดี อีกวิธีหนึ่ง และปลอดภัย สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบัน ก็มี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทั้งสด กึ่งสำเร็จรูป แปรรูป หลายรูปแบบ มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป

ตัวอย่างตำรายาหรืออาหารอย่างง่ายในการขับเหงื่อ
1.ขิงสด,น้ำตาลทรายแดง  ขิงสด 1 แง่ง ล้างสะอาด หั่นเป็นแผ่นบางๆ ต้มน้ำ แล้วเติมน้ำตาลทรายแดง พอเหมาะปรุงรสเอง ดื่มขณะที่ยังอุ่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังดื่มให้นอนห่มผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออก

สรรพคุณ : บำรุงกระเพาะอาหาร ขับเหงื่อ ขับพิษ แก้หวัดจากลมเย็นระยะแรก

2. หัวหอม, พริกไทย

ทำซุปหัวหอม อาจมีเนื้อไก่ด้วยก็ได้ ใช้หอม 5 หัว หั่นบางๆ ทำเป็นแกงจืด เติมพริกไทย ปรุงรสตามต้องการ ดื่มขณะอุ่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังดื่มให้ห่มผ้าหนาๆ เพื่อให้เหงื่อออก

สรรพคุณ : ขับเหงื่อ ขับพิษ อุ่นกระเพาะอาหาร

3. ถั่วเขียว ใบชา น้ำตาลทรายแดง (หวัดลมร้อน) ใช้ถั่วเขียว 30 กรัม ทุบละเอียด ใบชา 9 กรัม น้ำ 500 มิลลิลิตร ต้ม 15 นาที กากทิ้งเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม คนให้เข้ากัน กินวันละ 1 ชุด แล้วห่มผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออก

สรรพคุณ : ขับร้อน ขับพิษ ขับเหงื่อ เหมาะสำหรับไข้หวัดที่เกิดจากลมร้อน แบบมีไข้ในระยะแรก

4. หัวหอม ชงน้ำเดือด (เด็กเล็กเป็นหวัดคัดจมูก) ล้างหัวหอม หั่นให้เป็นชิ้นละเอียด ชงในน้ำต้มเดือด ในขณะที่ยังอุ่นพอประมาณ  มีการระเหยของกลิ่นหัวหอม นำไปวางใกล้ๆ จมูกของเด็กเล็กให้สูดดมลึกๆ

สรรพคุณ : ช่วยขับพิษ กระจายความร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด แก้คัดจมูกในเด็กเล็ก ผลการรักษาได้ผลดีมาก

5. ขิงสด (ปวดศีรษะจากลมเย็น) ขิงสด 50 กรัม ล้างสะอาด หั่นเป็นแผ่นบางๆ ต้มในภาชนะหรือหม้อด้วยไฟขนาดแรง (น้ำ 1 ลิตร) แล้วนำไปผสมกับน้ำเย็นเพื่อใช้ในการอาบ ให้อาบรดน้ำจากศีรษะลงมา

สรรพคุณ : ขับความเย็น แก้ปวดศีรษะ ปวดถึงต้นคอ กลัวลมกลัวหนาว ถูกลมจะมีอาการมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ชอบดื่ม หรือสังสรรค์  ร่างกายจะมีอุณหภูมิร้อนหรือ ตัวร้อน กว่า ผู้ที่ไม่ดื่ม ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นร่างกาย จะทำการขับแอลกอฮอล์ ออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ หลายเท่า เป็นที่มาของอาการ เมาค้าง หรือ Hang Over เมื่อประกอบกับ อากาศร้อนภายนอก เป็นตัวเร่งในการขับเหงื่อออกมาก ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง หน้ามึด เป็นลม หรือหมดสติ มีความดันสูง    การหลีกเลี่ยง อาการเหล่านี้ จึงควรหาที่พัก ที่มีอากาศเย็น ปลอดโปร่ง สบาย และ ดื่มน้ำมากๆๆ เพื่อไม่ให้ร่างกาย อยู่ในภาวะ ขาดน้ำเฉียบพลัน

ลองหาเครื่องดื่มสมุนไพร ทั้งร้อน-เย็น มาช่วยขับพิษร้อน  และอาบน้ำคลายร้อน ปรับสมดุลให้แก่ร่างกายกันนะคะ  

 


   ก.พ. 28

ต้นไม้ ที่สวยสุดในโลก

อันดับ 10 – Lone Cypress
ต้น Lone Cypress ขึ้นต้องแรงปะทะโดยลมหนาวจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ที่ชายหาดPebble ในมอนทาเร่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตมาก แต่มันตั้งเด่นเป็นสง่า (แบบว้าเหว่) อยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามของมหาสมุทรแปซิฟิก


อันดับ 9 – Circus
Axel Erlandson เกษตรกรปลูกถั่วคนหนึ่งได้ดัดแปลงและแกะสลักต้นไม้เป็นรูปร่างและลวด ลายที่แสนมหัศจรรย์จริงๆ เขาได้ตั้งชื่อมันว่าต้น “Circus” นี่คือตัวอย่างเจ้าต้น Circus ที่คิดว่ากว่าจะทำได้คงลำบากน่าดู


อันดับ 8 – Giant Sequoias
ต้น Giant Sequoias ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลูกใน เซียร์ร่า เนวาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้น Giant Sequoias ที่ใหญ่ที่สุดคือพันธุ์ Genaeral Sherman ตั้งตระหง่านใหญ่ยักษ์อยู่ใน Sequoia National Park มีลำต้นสูงถึง 275 ฟุต (83.8 เมตร) และหนัก 6,000 ตัน


อันดับ 7 – Coast Redwood
ต้น Coast Redwood ถือเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก โดยเจ้าต้นที่ชื่อว่า Hyperion ใน Redwood National Park นั้นมีความสูงกว่า 379 ฟุต(115 เมตร) จุดเด่นของมันก็คือต้น Coast Redwood จะประกอบไปด้วยต้นแคลิฟอร์เนียเรดวู้ดยักษ์ถึง 4 ต้น ซึ่งมันใหญ่ขนาดที่ว่าเราสามารถขับรถผ่านได้!


อันดับ 6 – Chapel – Oak of Allouville – Bellefosse
ต้น Chapel – Oak of Allouvill – Bellefosse เป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส มันไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาอีกด้วย ในปัจจุบันบางส่วนของโอ๊คต้นนี้ได้ร่วงเลยไปบ้างแล้วตามกาลเวลา แต่ผู้คนที่นั่นใช้เสาและ สายเคเบิ้ลในการรองรับต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้


อันดับ 5 – Pando
ต้น Pando หรือ Trembling Giant ในรัฐยูท่าห์ ประกอบไปด้วยกว่า47,000 กิ่งก้าน สาขาที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ 107 เอเคอร์ หนักประมาณ 6,600 ตัน และมีระบบรากแก้วใต้ดินที่ใหญ่โตมาก เฉลี่ยแล้วแต่ละกิ่งก้านนั้นมีอายุประมาณ 130 ปี รวมทั้งระบบของต้น Pando เหล่านี้ศิริอายุร่วม80,000 ปี


อันดับ 4 – Tule
ต้น Tule เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในต้นไม้ตระกูล Montezuma Cypress ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Oaxaca ประเทศเม็กซิโก มีขนาดลำต้นโดยรอบ 190 ฟุต (58 เมตร) ซึ่งมีความหนาจนผู้คนพูดว่า แทนที่คุณจะโอบกอดมัน…มันกลับโอบกอดคุณแทน


อันดับ 3 – Banyan
ต้น Banyan ตั้งชื่อตาม “banians” หรือผู้บุกรุกชาวฮินดูที่ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ต้นไม้นี้ และต้น Banyan เคยเป็นบ้านต้นไม้ของ โรบินสัน ครูโซมาแล้วด้วย


อันดับ 2 – Bristlecone Pine
ต้นสน Bristlecone ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่มาก ซึ่งพันธุ์Methuselah นั้นจัดเป็นต้น ไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีอายุ 4,838 ปี อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 11,000 ฟุต


อันดับ 1 – Baobab
ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือต้น Baobab หรือต้นขนมปังลิง! (monkey bread tree) สามารถเติบโตได้ถึง 100 ฟุตและกว้าง 35 ฟุต สิ่งแปลก
ประหลาดของต้นไม้นี้ก็คือ ภายใต้ลำต้นที่บวม นี้คือ ที่เก็บน้ำที่จุได้มากถึง 120,000 ลิตร ไว้ใช้ในสภาวะอากาศแห้งแล้ง

 
 

   ส.ค. 30

ฟักข้าว ตัวผู้ (ผลผลิตของความสมบูรณ์เชิงนิเวศน์)

จากประสบการณ์  การสังเกต เฝ้าดู ปลูกต้นฟักข้าว ต้นไม้มหัศจรรย์ ทั้งรูปลักษณ์หน้าตา แปลกประหลาด สีสวย สดใส ลำต้นสูงใหญ่ พันเลื้อย อีกทั้งมีประโยชน์คุณค่าทางสารอาหารมากมี การปลูกต้นฟักข้าว หากได้มีมีการเรียนรู้ ความเข้าใจตามหลักธรรมชาติ  เป็นต้นไม้ที่มีการแบ่งเพศ ของต้นและดอก และสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน คือ ต้นตัวเมีย จะมีความสมบูรณ์เพศ ติดผลในดอกเดียว ดอกตัวผู้ จะต้องอาศัย การผสมเกสร ช่วยจึงจะมีการติดผล

   จากการเฝ้าสังเกต เรียนรุ้จากธรรมชาติ พบว่า ต้นตัวผู้ สามารถติดผล ได้เหมือนต้นตัวเมีย โดยต้องมีการผสมเกสร ระหว่างดอกตัวเมีย และดอกตัวผู้ โดยจะมีแมลง ผึ้ง หรือมนุษย์เป็นตัวช่วยผสมเกสร ตามหลักธรรมชาติ  จากนั้น ดอกตัวผู้ก็จะสามารถติดผลได้เหมือนกับต้นตัวเมีย  

 

 

 

   ลักษณะ ของการติดผล ของต้นตัวผุ้ คือ จะมีกระเปาะ หรือ กลีบเลี้ยง ติดกับก้านผล ขนาดผล จะมีขนาดเล็กกว่า ผลจากต้นตัวเมีย ขนาดโดยเฉลี่ย 300-700กรัม

สำหรับต้นตัวผู้ มีปริมาณการแตกยอด ได้ดีกว่าต้นตัวเมีย ยอดฟักข้าว ก็ยังสามารถนำมาประกอบอาหาร ได้อีกด้วย และยังมีประโยชน์ มีคุณค่าทางสารอาหารเช่นกัน คือ ช่วยลดคอเรสเตอรอล  หรือ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย ทางตำหรับยาสมุนไพรโบราณ ยังมีการนำไปใช้ ในการรักษาแผลภายนอก เช่น รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน และยับยั้งเชื้อแบตทีเรียบางชนิด ได้อีกด้วย

 

การปลูกต้นฟักข้าว ใช้หลักธรรมชาติ จึงมีการปลูกผสมผสาน กันระหว่างต้นตัวเมีย ตัวผู้ โดยเราสามารถได้ประโยชน์ และเป็นการช่วยปรับแต่ง ระบบนิเวศน์ ให้สมบูรณ์  อีกทั้งยังทำให้ มีสายพันธุ์ฟักข้าว มีความแข็งแรงและ สมดุลย์ทางสายพันธุ์ ต่อไปในอนาคต

 


   มิ.ย. 25

Yael Naïm – New Soul


   พ.ค. 17

Vietnam strain Gacfruit ฟักข้าวสายพันธุ์เวียตนาม

ฟักข้าว สายพันธุ์ เวียตนาม

ฟักข้าว มีความหลากหลายในสายพันธุ์ และรูปทรง ขนาดผล ที่ต่างกันอย่างสังเกตเห็นได้ชัด หนึ่งในสายพันธุ์ที่น่าสนใจ ก็คือ สายพันธุ์เวียตนาม ที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมจากเวียตนามที่นิยมปลูกและแปรรูปเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเวียตนามมานานแล้ว จากแปลงปลูกฟักข้าว ที่เริ่มนำสายพันธุ์ต่างๆ ทดลองปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เราทราบถึงพัฒนาการการเจริญเติบโตของแต่ละสายพันธุ์ เราจึงได้รวบรวมรูปภาพ และข้อมูลมาแบ่งปันกันค่ะ

จากเมล็ดฟักข้าวสายพันธุ์จากเวียตนาม ทำให้เราทราบถึงความแตกต่างของขนาดเมล็ดและลักษณะแตกต่างได้ก็คือ ขนาดเมล็ดมีขนาดใหญ่ และ มีหยักรอบเมล็ดแหลมคม และมีเปลือกหนากว่าพันธุ์ไทย ขนาดเมล็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร หรือเทียบได้กับเหรียญ 10บาทไทยเลยทีเดียวค่ะ

 

 ลักษณะของผล : รูปกลม ก้นแหลม(เมื่ออายุผลอ่อน) ผลแก่มีลักษณะกลมมน มีขนาดลูกโตโดยเฉลี่ย 1200-3000กรัม (ปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่) มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยเฉลี่ย 12-15เซนติเมตร มีเนื้อผลหนา เมล็ดหนาแน่น เยื่อหุ้มเมล็ดหนา เส้นใยมาก มีน้ำมันธรรมชาติเข้มข้น สีแดงเข้ม

    ลักษณะลำต้นโดยทั่วไป: เป็นเถาเลื้อยเกาะพัน ลำต้นแข็งแร็ง สามารถติดผลได้ในระยะเวลา6 เดือน(ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและการบำรุงดูแลเอาใจใส่)

 

 

การติดดอกติดผล: สามารถติดดอกติดผลได้ตั้งแต่อายุ 6-8เดือน และจะมีระยะพักตัว ติดดอกช่วงสั้นๆ คือเดือนธันวาคม มกราคม

จากสภาพภูมิอากาศแปลงทดลองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เราทราบว่า ฟักข้าวแต่ละสายพันธุ์ มีการเจริญเติบโต และปรับสภาพได้ดีในพื้นที่  อากาศหนาวเย็น มีแสงแดดดี 

ปัจจุบัน ได้มีการผสมเกสรข้ามสายพันธุ์ ไทยลูกโต-เวียตนาม ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการปลูก ซึ่งก็หวังว่าอาจเป็นสายพันธุ์ลูกครึ่ง ที่มีเหมาะสมกับการเพาะปลูกและปริมาณการติดดอกผล ได้ดียิ่งขึ้น 

 

 

 

 


   เม.ย. 06

“บ่าเข้า” หรือ ฟักข้าว ในพจนานุกรมภาษาล้านนา-ไทย

“บ่าเข้า” เป็นชื่อเรียก ฟักข้าว เป็นพืชพื้นบ้านล้านนาที่มีมาอย่างช้านาน และนิยมนำมาปรุงอาหาร เป็นพืชผักสมุนไพร ที่มีประโยชน์ แต่เนื่องจากปัจจุบัน “บ่าเข้า” กลายเป็นพืชพื้นบ้านที่พบหาได้ยาก และเกือบจะสูญหายไปจากชีวิตประจำวัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการร่วมกันอนุรักษ์ “พืชสมุนไพรพื้นบ้าน” จึงได้มีการบรรจุ คำศัพย์ “บ่าเข้า” เป็นภาษาล้านนา ได้บันทึกและเรียบเรียง อยู่ใน พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับ “มรดกล้านนา”  เรียบเรียงโดย นายจรีย์ สุนทรสิงห์

“บ่าเข้า” ในพจนานุกรมภาษาล้านนา-ไทย มีการเขียนอักษร อักขระ กำกับ เพื่อให้ออกเสียงที่ถูกต้องตามหลักภาษาล้านนาอีกด้วย