จากวิถีชีวิตชนบท ที่เรียบง่าย คนรุ่นก่อน ที่ผูกพันกับ ป่าและธรรมชาติ หรืออาจเรียกได้ว่า “วิถีธรรมชาติ” ได้ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทดลอง และสั่งสมประสบการณ์ ในการนำ พืชพื้นบ้าน มาปรุงอาหาร และ เป็นยารักษาโรค ”สมุนไพร” ส่งต่อภูมิปัญญาพื้นบ้านมายังรุ่นปัจจุบัน
การนำฟักข้าว มาปรุงเป็นอาหารนั้น คนรุ่นก่อน นิยมนำ ยอดอ่อน และ ผลอ่อนฟักข้าว มา แกง,ต้ม,ลวกจิ้มน้ำพริก ได้รสชาติอร่อย เป็นรสชาติเฉพาะ ที่ต่างจากฟัก ,มะระ หรือ แตง ทั่วไป ในผลอ่อนฟักข้าว นั้นจะมีความ กรุบ กรอบอร่อย มีสารอาหาร เช่น ใยอาหาร,น้ำตาล,โปรตีน,วิตามินซี,เบต้าแรโรทีน,แคลเซี่ยม และธาตุเหล็ก เป็นต้น ในเมล็ดอ่อนฟักข้าวยังมีน้ำมันธรรมชาติ ที่มีสรรคุณทางยา สามารถรักษาโรคได้ เช่นโรคปอด แก้ไข้ แก้ไอ เป็นต้น และประโยชน์อีกนานับประการ สามารถช่วยทำให้ร่างกายต้านต่อโรคได้ดี “ฟักข้าว” จึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ยังอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทย จากบรรพชน จนถึงรุ่นปัจจุบัน
สำหรับ ตำหรับอาหารไทย ที่นำ “ผลอ่อนฟักข้าว” มาปรุงเป็นส่วนประกอบอาหารหลัก นั้น เช่น แกงเลียงฟักข้าว,แกงส้มฟักข้าว ทางภาคเหนือ นิยมใช้ ยอดอ่อนและผลอ่อน แกงฟักข้าวใส่ปลาแห้ง,แกงแค, ผัดยอดฟักข้าวน้ำปลา ลวก จิ้มน้ำพริก
ส่วนผลสุก นั้น ไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงอาหาร เนื่องจาก “ฟักข้าว” เป็นพืชพันธุ์ไม้ ที่ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ หรือ ขึ้นตามธรรมชาติ มีสีสันสวยงาม กลิ่นหอม และ รสหวาน อ่อนๆ จึงเป็นที่โปรดปรานของ นก หนู กระรอก ค้างคาว และยังเป็นที่วางไข่ของแมลง ในผลสุก เช่น แมลงวันทอง เป็นต้น
ส่วนประเทศเวียตนาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า นิยม นำฟักข้าวผลสุก มาประกอบการปรุงอาหาร โดยใช้เยื่อหุ้มฟักข้าว และเมล็ด ผสมกับข้าว นำไปหุง หรือนึ่ง และยังมีความเชือในเรื่องของโชคลาภ อันเป็นมงคล จึงใช้ “ฟักข้าว” ใน งานพิธี มงคล ต่างๆ
ปัจจุบันมีผู้คน ที่ตระหนักถึง คุณประโยชน์ และ สนใจ เกี่ยวกับ ”ฟักข้าว” มากขึ้น กว่าแต่ก่อนหน้านี้ ที่เกือบจะสาบสูญไปในวิถีไทย และยังมีการนำมาประยุกต์ ดัดแปลง ทำเป็นอาหาร ได้มากมายเพื่อให้สอดคล้อง กับวิถีชีวิตประจำวัน ในยุคปัจจุบัน หลากหลาย รูปแบบ ซึ่งสอดคล้อง กับ แนวความคิด ของ ฮิปโปรเครตีส บิดาแห่งการแพทย์ของชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า
“Let food be your medicines and medicines be your food”
“จงทำอาหารให้เป็นยา และทำยาให้เป็นอาหาร”
